“สรรพากร”ร้องตำรวจท่องเที่ยว เรียกเก็บภาษีย้อนหลัง บริษัททัวร์ หลบเลี่ยงภาษี กว่า 7,000 ล้านบาท”ปปง.จ่อเอาผิดข้อหาฟอกเงินด้วย”

วันที่ 15 กันยายน 2017
746,416 ครั้ง

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 15 ก.ย.60 พล.ต.อ.รุ่งโรจน์ แสงคร้าม รอง ผบ.ตร. พร้อมกับพล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รรท.รองผบช.ทท.,พล.ต.ต.ปิยะพันธ์ ปิงเมือง ผบก.ปอศ ,พ.ต.อ.สมควร พึ่งทรัพย์ รองผบก.ป.,พ.ต.อ.อาชยน ไกรทอง รองผบก.ทท.1 นายพีระพัฒน์ อิงพงษ์พันธ์ ผอ.กองคดี1 สำนักงาน ปปง., นายวิทยา นิติธรรม ผอ.กองกฏหมาย ปปง เรียกประชุมชุดทำงานคดีทัวร์ศูนย์เหรียญ ซึ่งประกอบไปด้วย บก.ปทส. บก.ปอศ. บช.ทท. และเจ้าหน้าที่กรมสรรพากร โดยใช้เวลาประชุมติดตามคดีดังกล่าวนานกว่า 2 ชั่วโมง เพื่อตรวจสอบพยานหลักฐานการเสียภาษีของบริษัททัวร์ ด้านพล.ต.อ.รุ่งโรจน์ กล่าวว่า การประชุมในวันนี้เป็นการประชุมเพื่อติดตามความคืบหน้า การวางแนวทางในการทำงานในคดีทัวร์ศูนย์เหรียญ ซึ่งขณะนี้เป็นขั้นตอนหน้าที่ของพนักงานอัยการที่อยู่ระหว่างยื่นอุทธรณ์ต่อศาล ทั้งนี้ในการสืบสวนสอบสวนของคณะสอบสวน ในชั้นพนักงานสอบสวนมีการรวบรวมพยานหลักฐานไปตามอำนาจหน้าที่ และปราศจากการแทรกแซง และเมื่อสอบสวนเป็นที่แน่ชัดแล้วได้มีการประชุมร่วมกันว่าการสอบสวน ก่อนสรุปสำนวนคดีพร้อมลงความเห็นในการสั่งฟ้องไปให้ทางพนักงานอัยการ

พล.ต.อ.รุ่งโรจน์ กล่าวอีกว่า ทางพนักงานอัยการเห็นว่าสำนวนและพยานหลักฐานก็ทำความเห็นสั่งฟ้องตามหลักฐาน ทั้งนี้ในขั้นตอนนี้เป็นอำนาจหน้าที่ของพนักงานอัยการที่เมื่อตรวจสอบสำนวนแล้วเห็นสำนวนครบถ้วนถูกต้องก็ลงความเห็นสั่งฟ้อง แต่ถ้าสำนวนไม่ครบถ้วนก็จะไม่ทำความเห็นสั่งฟ้อง แต่คดีนี้จะเห็นได้ว่าทางพนักงานอัยการมีความเห็นว่าการสืบสวนสอบสวน พยานหลักฐานที่นำมาประกอบสำนวนมีเพียงพอ ครบถ้วนถูกต้อง จึงทำความเห็นสั่งฟ้องตามขั้นตอนถือว่าการทำงานของคณะพนักงานสอบสวนเป็นไปด้วยความถูกต้อง มาตรฐาน และพนักงานอัยการก็เล็งเห็นเช่นกันว่าพยานหลักฐานมีเพียงพอที่จะให้ศาลพิจารณาลงโทษได้ สำหรับเรื่องของมาตรการทางภาษีเป็นขั้นตอนของหน่วยราชการของสรรพากรที่ยังไม่ได้มาแจ้งเพิ่ม ทุกอย่างเป็นเรื่องการสืบสวนสอบวน หากใครกระทำความผิดก็จะดำเนินการว่าไปตามข้อเท็จจริง ต่อมาเวลา 17.00 น.ทางด้านอธิบดีกรมสรรพากร ได้มอบหมายสั่งการให้นายศรีนรงค์ แกล้วทะนงค์ นิติกรชำนาญการพิเศษ กรมสรรพากร ตัวแทนในการร้องทุกข์กล่าวโทษดำเนินคดีกับบริษัทโอเอทรานสปอร์ต ในฐานความผิดตาม ม.37 แห่งบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฏากร ว่าด้วยเจตนาแจ้งข้อความเท็จ หรือให้ถ้อยคำเท็จ หรือตอบคำถามด้วยถ้อยคำอันเป็นเท็จหรือนำพยานหลักฐานเท็จมาแสดง เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากรหรือเพื่อขอคืนภาษีอากรตามลักษณะนี้ หรือ โดยความเท็จ โดยฉ้อโกงหรืออุบาย หรือโดยวิธีการอื่นใดทำนองเดียวกันหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากรหรือขอคืนภาษีอากร ด้านนายพีระพัฒน์ กล่าวว่า จากการที่ทางเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรได้เข้าร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับผู้ประกอบการบริษัทนำเที่ยว หลังพบกระทำความผิดในม.37 ตามประมวลรัษฎากร ในเรื่องของการหลีกเลี่ยงภาษี เป็นเวลานานกว่า 2 ปี ซึ่งในส่วนนื้ทางสำนักงานปปง. ยังไม่ลงในรายละเอียดต้องรอเอกสารที่ชัดเจนจากสรรพากรอีกครั้งว่า ว่าเข้าข่ายการกระทำความผิดตามกฏหมายฟอกเงินหรือไม่ ซึ่งตามความผิดมูลฐานตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ที่เกี่ยวกับการหลบเลี่ยงภาษี ต้องมีองค์ประกอบเข้า 4 ข้อใหญ่ดังนี้ 1เป็นผู้กระทำความผิดตามมาตรา 37 มาตรา 37 ทวิ และมาตรา 90/4 แห่งประมวลรัษฎากร, 2หลีกเลี่ยงภาษีอากร ฉ้อโกงภาษีอากร เป็นจานวนตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป หรือขอคืนภาษีอากรโดยความเท็จ โดยฉ้อโกงหรืออุบาย หรือโดยวิธีการอื่นทานองเดียวกัน ตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไป 3. กระทำในลักษณะกระบวนการ หรือเป็นเครือข่าย โดยสร้างธุรกรรมอันเป็นเท็จหรือปกปิด รายได้เพื่อหลีกเลี่ยงหรือฉ้อโกงภาษี แล 4. มีพฤติกรรมปกปิดหรือซ่อนเร้นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเพื่อมิให้ติดตามทรัพย์สินนั้นได้ เมื่อเข้าองค์ประกอบทั้ง 4 ประการข้างต้น ให้ถือว่าความผิดดังกล่าวเป็นความผิดมูลฐาน ตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ซึ่งกรมสรรพากรก็จะส่งข้อมูลให้สำนักงานป้องกัน และปราบปรามการฟอกเงินดาเนินการตามกฎหมายต่อไป มีรายงานว่าทางกรมสรรพากรได้ตรวจสอบภาษีของบริษัทโอเอทรานสปอร์ต จำกัด ย้อนหลังตั้งแต่ปี 2554-2559 รวมทั้งสิ้น 6 ปี ซึ่งเบื้องต้นทางกรมสรรพากรได้ตรวจสอบภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือVAT 7% ในรอบปี 2558-2559 พบว่า มีการหลบเลี่ยงภาษี ของบริษัทโอเอทรานสปอร์ต จำกัด เป็นเงินมากกว่า 7,000 ล้านบาท

ภาพ/ข่าว หมูห้วยขวาง ทีมข่าวเซเว่นเดย์นิวส์ รายงาน

แสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับคลิป : “สรรพากร”ร้องตำรวจท่องเที่ยว เรียกเก็บภาษีย้อนหลัง บริษัททัวร์ หลบเลี่ยงภาษี กว่า 7,000 ล้านบาท”ปปง.จ่อเอาผิดข้อหาฟอกเงินด้วย”