รมช.ศธ.”พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์” ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล พื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง 2 ก่อนประชุม ครม.สัญจร ที่นครสวรรค์

อ่าน 783,666 ครั้ง

วันที่ 12 มิถุนายน 2561 พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย พล.อ.สุทัศน์ กาญจนานนท์กุล ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และคณะผู้บริหารของกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์ เพื่อติดตามการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลด้านการอาชีวศึกษา การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย และโครงการไทยนิยม ยั่งยืน เมื่อวันจันทร์ที่ 11 มิถุนายน 2561 ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 4/2561 พื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง 2  (นครสวรรค์ พิจิตร กำแพงเพชร และอุทัยธานี) ณ จังหวัดนครสวรรค์ •ติดตามโครงการไทยนิยมยั่งยืนที่สำนักงานกศน.จังหวัดนครสวรรค์

ช่วงบ่าย พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ และคณะผู้บริหารระดับสูงกระทรวงศึกษาธิการ ได้ประชุมติดตามการจัดเวทีประชาคม “การขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศตามโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ของสำนักงาน กศน. ครั้งที่ 4” ณ ห้องประชุมสำนักงาน กศน. จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งมีผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการหลายท่านเข้าร่วมและให้ความเห็นในที่ประชุม โดยสรุปดังนี้

นายกฤตชัย อรุณรัตน์ เลขาธิการ กศน. กล่าวว่า สืบเนื่องจากมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2561 เห็นชอบตามที่นายกรัฐมนตรีเสนอให้การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของชาติ นำไปสู่การปฏิบัติให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม นำไปสู่การขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศตามโครงการไทยนิยม ยั่งยืน

สำนักงาน กศน. ได้ร่วมขับเคลื่อนโครงการไทยนิยม ยั่งยืน โดยได้มอบหมายให้สำนักงาน กศน.จังหวัดทุกจังหวัดร่วมเป็นคณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการดังกล่าว ทั้งระดับจังหวัด ระดับอำเภอ และระดับตำบล โดยสำนักงาน กศน. มีภารกิจร่วมจัดเวที 4 ครั้ง คือ 1) ภาคกลาง ที่เมืองทองธานี 2) ภาคใต้ ที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา 3) ภาคเหนือ ที่จังหวัดเชียงใหม่ 4) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่จังหวัดขอนแก่น ในส่วนของสำนักงาน กศน.จังหวัด ภาคเหนือตอนล่าง 2  ซึ่งประกอบด้วยจังหวัดนครสวรรค์ พิจิตรกำแพงเพชร และอุทัยธานี ได้ร่วมดำเนินการขับเคลื่อนโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ในการจัดเวทีประชาคม 3 ครั้งที่ผ่านมา และร่วมช่วยเหลือประชาชนในส่วนที่เกี่ยวข้อง สรุปเป็นภาพรวม ได้ดังนี้

การร่วมจัดเวทีประชาคม

– ได้ร่วมจัดเวทีประชาคมในสี่จังหวัด 46 อำเภอ 367 ตำบล 3,801 หมู่บ้าน รวมทั้งสิ้น 10,215 ครั้ง จำนวนผู้เข้าร่วมเวทีทั้งหมด 1,004,283 คน

สรุปปัญหาความต้องการของประชาชน 5 ลำดับแรก ดังนี้

1. ถนน

2. น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค

3. ไฟฟ้า

4. การฝึกอาชีพ

5. น้ำเพื่อการเกษตร

สรุปความต้องการทางด้านการศึกษาของประชาชน

1. ต้องการให้จัดการศึกษาอย่างทั่วถึงครอบคลุมในทุกพื้นที่

2. ต้องการการศึกษาด้านทักษะอาชีพ เพื่อสร้างอาชีพสร้างรายได้

3. ต้องการวิทยากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญถ่ายทอดความรู้ด้านทักษะอาชีพ

4. ต้องการเงินทุนและวัสดุอุปกรณ์ในการประกอบอาชีพ

5. ต้องการช่องทางการจำหน่ายสินค้าและความต้องการความรู้การใช้อินเตอร์เน็ตในพื้นที่

สำนักงาน กศน. จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 2 หรือกลุ่ม “อู่ข้าวอู่น้ำ” 4 จังหวัดได้ร่วมขับเคลื่อนโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ช่วยเหลือประชาชน โดยการให้ความรู้การใช้อินเตอร์เน็ตในพื้นที่ร่วมกับโครงการเน็ตประชารัฐ ให้ความรู้เรื่องช่องทางการจำหน่ายสินค้าออนไลน์ร่วมกับโครงการดิจิทัลชุมชน ให้ความรู้เรื่องหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ในโครงการ Smart ONIE เพื่อสร้าง Smart Farmer ให้ความรู้ในด้านทักษะอาชีพในโครงการศูนย์ฝึกอาชีพชุมชน และให้ความรู้เรื่องความเสียสละความกล้าหาญความสามัคคีรักชาติเทิดทูนสถาบันในโครงการประวัติศาสตร์ชาติไทย และบุญคุณของพระมหากษัตริย์ไทยการติดตามนโยบาย การจัดเวทีประชาคมการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศตามโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ของสำนักงาน กศน. ครั้งที่ 4 วันนี้ ผู้เข้าร่วมประกอบด้วยผู้บริหารในสังกัดสำนักงาน กศน. จังหวัดนครสวรรค์ กำแพงเพชร พิจิตร อุทัยธานี ศูนย์วงเดือน อาคมสุรทัณฑ์ อุทัยธานี ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษานครสวรรค์จำนวน 50 คน ครู กศน. ตำบล จังหวัดนครสวรรค์จำนวน 130 คน รวมทั้งสิ้น 183 คน

นายการุณ สกุลประดิษฐ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวเพิ่มเติมในการติดตามการลงพื้นที่ของทีมขับเคลื่อนระดับตำบลด้วยว่า ในส่วนของบุคลากร ครู กศน. ได้รับคำชมเชยเสมอว่าปฏิบัติหน้าที่ได้ดีมาก มีการลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดย กศน.ได้ใช้เงินที่มีตาม Function ไปปฏิบัติการสอนตามหลักสูตรต่าง ๆ ที่กำหนดไว้ได้ทันที แต่ก็ยังไม่เพียงพอ จึงต้องการให้รัฐเพิ่มงบประมาณในการสอนหลักสูตรระยะสั้น หรือหากใช้วิธีการอบรมเช่นเดียวกับอาชีวะ ก็จะส่งผลให้ใช้งบประมาณที่มีอยู่ได้มากขึ้นตามระเบียบราชการ

นายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขึ้นพื้นฐาน กล่าวว่า นับตั้งแต่ที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้รับมอบหมายจากกระทรวงศึกษาธิการให้ร่วมดำเนินการตามโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ก็ได้สั่งการให้ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกแห่ง ประสานกับ กศน. ในการใช้พื้นที่ บุคลากร และทรัพยากรด้านต่าง ๆ โดยพร้อมจะส่งเสริมภารกิจนี้ร่วมกับ กศน. ให้เกิดความเข้มแข็งมากขึ้นพล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ กล่าวว่า จากการที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีการกำหนดการลงพื้นที่ก่อนการประชุม ครม. อย่างเป็นทางการนอกสถานที่ พื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง 2 หรือกลุ่มจังหวัด “อู่ข้าวอู่น้ำ” ซึ่งประกอบด้วยนครสวรรค์ อุทัยธานี กำแพงเพชร และพิจิตร ในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้มอบหมายให้ พล.อ.สุทัศน์ กาญจนานนท์กุล เป็นประธานเปิดศูนย์ผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาภาคเหนือตอนล่าง ณ วิทยาลัยเทคนิคนครสวรรค์ เนื่องจากในช่วงเช้าของการลงพื้นที่ ติดภารกิจร่วมคณะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในการลงพื้นที่และตรวจเยี่ยมสถานศึกษาในจังหวัดพิจิตร ที่วิทยาลัยเทคนิคพิจิตร วิทยาลัยอาชีวศึกษาพิจิตร และวิทยาลัยชุมชนพิจิตร ซึ่งมีสถานศึกษาเอกชน ผู้นำท้องถิ่น รวมทั้งประชาชนในพื้นที่มาร่วมด้วยเป็นจำนวนมาก

ในส่วนของการติดตามงานที่ผ่านมา จากการลงพื้นที่ต่อเนื่องมาโดยตลอด ทำให้เห็นความตั้งใจจริงของผู้บริหาร ข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษาทุกสังกัดกว่า 7 แสนคนทั่วประเทศ ซึ่งผู้บริหารถือเป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง โดยในส่วนของสำนักงาน กศน. ซึ่งตนดูแลรับผิดชอบนั้น ก็เห็นว่ามีความก้าวหน้าในการทำงานเรื่องต่าง ๆ เป็นอย่างมาก รวมถึงการที่รัฐบาลได้กำหนดโครงการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศตามโครงการไทยนิยม ยั่งยืน เมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2561 จึงได้มอบหมายให้สำนักงาน กศน. และทุกองค์กรหลักได้ทำงานตามนโยบายนี้ร่วมกัน เริ่มต้นจากการประชุมทำความเข้าใจทั่วทุกภูมิภาค 4 ครั้ง ก่อนขับเคลื่อนโครงการสำหรับห้วงเวลาการขับเคลื่อนโครงการ “ไทยนิยม ยั่งยืน” ขณะนี้เป็นครั้งที่ 4 ซึ่งทีมขับเคลื่อนฯ ระดับตำบล อำเภอ จังหวัดทั่วประเทศ รวมทั้ง 4 จังหวัดดังกล่าวได้ออกไปสร้างการรับรู้และทำความเข้าใจกับประชาชนตั้งแต่ระดับตำบลไปจนถึงหมู่บ้านและชุมชน และได้กลับนำเสนอสภาพปัญหาความต้องการให้ที่ประชุมครั้งนี้ได้รับทราบ จึงขอให้มีการเร่งรัดติดตามแก้ไขปัญหาที่พบจากการลงพื้นที่ เช่น

•เน็ตประชารัฐ  จะได้มอบหมายให้ปลัดศธ. ประสานกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมในการเร่งรัดตามแผนงานที่จะขยายโครงข่ายเพื่อให้มีความรวดเร็วและครอบคลุมพื้นที่ให้มากยิ่งขึ้น

•ค่าตอบแทนฯภาครัฐ  ซึ่งรับฟังปัญหาว่ายังได้รับไม่เท่าส่วนราชการอื่นนั้นขอให้หาข้อมูลให้ชัดเจนก่อนโดยมอบหมายให้ปลัดศธ. และเลขาธิการกศน. ช่วยดูรายละเอียดและชี้แจงสร้างทำความเข้าใจให้ครูกศน. รับทราบต่อไปด้วยเกี่ยวกับข้อเท็จจริงในการปรับปรุงค่าตอบแทนให้เท่ากัน

•การค้าออนไลน์ (e-Commerce)  ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลด้านเศรษฐกิจและการค้านั้นเห็นว่า  กศน.ตำบลหลายแห่งดำเนินงาน e-Commerce แล้วได้ผลดีจึงขอให้กศน. ต่อยอดขยายเพิ่มให้เป็น 3-4 เท่าเพื่อจะได้ขยายยอดการค้าให้กว้างขวางและรวดเร็วมากขึ้นขณะเดียวกันอาจใช้สถานที่ของสำนักงานกศน. เป็นสถานที่จัดกิจกรรมความเคลื่อนไหวของการขายกระจายสินค้าและผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมได้อีกช่องทางหนึ่งด้วยนอกเหนือจากการค้าออนไลน์

•การนำสื่อหรือชุดความรู้ไปเผยแพร่ในพื้นที่  เนื่องจากศธ.มีองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์มากมายที่สามารถนำไปถ่ายทอดเผยแพร่ให้กับประชาชนในพื้นที่สำนักงานกศน. ในฐานะที่ใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุดจึงควรสร้างและขยายเครือข่ายในการนำชุดความรู้ที่ศธ.จัดทำขึ้นไปถ่ายทอดแก่ประชาชนให้กว้างขวางมากขึ้น

•เน้นการทำงานเชิงบูรณาการ  ให้สำนักงานกศน. ประสานกับหน่วยงานอื่นๆเช่นอาชีวะในการใช้เครื่องมืออุปกรณ์ครูด้านอาชีพเพื่อเข้าไปช่วยประชาชนในพื้นที่เพราะการทำงานควรจะต้องเชื่อมโยงกับทุกหน่วยงานทั้งภายในและภายนอกกระทรวงไม่ต่างคนต่างทำ

•การติดตามประเมินผลโครงการ  เมื่อขับเคลื่อนโครงการไทยนิยมยั่งยืนจบรอบที่ 4 ในเดือนมิถุนายนนี้แล้วขอให้สำนักงานกศน. จัดประชุมเพื่อติดตามประเมินผลโครงการไทยนิยมยั่งยืนต่อไปด้วย

พล.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวด้วยว่า นายกรัฐมนตรีได้ฝากกำลังใจถึงข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาใน 4 จังหวัดที่ลงพื้นที่ครั้งนี้ พร้อมทั้งขอให้ทีมขับเคลื่อนฯ เน้นการทำงานเรื่องต่าง ๆ ที่นำไปสู่ความสุขของประชาชนเป็นสำคัญ พยายามสื่อสารข้อมูลความรู้กับประชาชนให้ชัดเจน เข้าใจง่าย และทำความเข้าใจกับประชาชนในเรื่องที่บิดเบือนไปจากข้อเท็จจริง ฝากให้ร่วมกันศึกษาและปฏิบัติตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการสร้างความเข้มแข็งของประเทศให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืนต่อไปโอกาสนี้ พล.อ.สุรเชษฐ์ และคณะ ได้เยี่ยมชมนิทรรศการของสำนักงาน กศน. ใน 4 จังหวัด อาทิ สาธิตช่องทางการประกอบอาชีพ สินค้าออนไลน์ งานอาชีพหลักสูตรระยะสั้น การสร้างเครือข่ายดิจิทัลชุมชนในระดับตำบล e-Commerce เน็ตประชารัฐ ฯลฯ

  • เปิดศูนย์ประสานงานการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา ภาคเหนือตอนล่าง 2

อนึ่ง ในช่วงเช้าวันเดียวกัน พล.อ.สุทัศน์ กาญจนานนท์กุล โดยได้รับมอบหมายจาก พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รมช.ศึกษาธิการ ในการเป็นประธานพิธีเปิดศูนย์ประสานงานการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา ภาคเหนือตอนล่าง 2 (NEC TVET Career Center) ณ วิทยาลัยเทคนิคนครสวรรค์ พร้อมมอบนโยบายการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา ในเขตภาคเหนือ โดยมีนายสุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา, นายการุณ สกุลประดิษฐ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, นายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, นายกฤตชัย อรุณรัตน์ เลขาธิการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย, นายพินิจศักดิ์ สุวรรณรังค์ เลขาธิการ ก.ค.ศ., นายพีระ รัตนวิจิตร รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, นายชัยยศ อิ่มสุวรรณ์ รองเลขาธิการสภาการศึกษา, นายศรีชัย พรประชาธรรม รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา, นายพิธาน พื้นทอง ศึกษาธิการภาค 17 ตลอดจนผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) สถาบันการอาชีวศึกษา ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน นิคมอุตสาหกรรม และเครือข่ายผู้ประกอบการ เข้าร่วม

นายสุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาได้ดำเนินงานเพื่อจัดตั้งศูนย์ประสานงานการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา ภาคเหนือ ร่วมกับสถานศึกษาและทุกภาคส่วนในพื้นที่อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะการนำระบบฐานข้อมูลกำลังคนอาชีวศึกษา (Big data system) มาใช้สำหรับการวางแผนผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาให้ตรงกับความต้องการของผู้ประกอบการอย่างแท้จริง ซึ่งผลสำรวจความต้องการของสถานประกอบการในพื้นที่ NEC ผ่านระบบ Big data system พบว่ามีสาขาอาชีพที่เป็นความต้องการสูงสุด 5 อันดับ ได้แก่

1) เกษตรกรรม ประมง และปศุสัตว์ 64%

2) อุตสาหกรรมการผลิต 11%

3) ท่องเที่ยวและบริการ 10%

4) โลจิสติกส์และขนส่ง 8%

5) วิสาหกิจชุมชน OTOP 7%

ซึ่งสวนทางกับการผลิตกำลังคนอาชีวศึกษา ที่ส่วนใหญ่ผลิตกำลังคนด้านอุตสาหกรรมการผลิต 32% รองลงมาคือ ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ 20%, ผลิตภัณฑ์อาหารและแปรรูปอาหาร 18% ยานยนต์และชิ้นส่วน และวิสาหกิจชุมชน OTOP 15% จึงต้องมีการปรับหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการมากขึ้นIMG_6994_resize.JPG.jpgนายสุเทพ ศรีศักดิ์วรชัย ผู้อำนวยการศูนย์ NEC นครสวรรค์ กล่าวว่า ศูนย์ประสานงานการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาภาคเหนือ จังหวัดนครสวรรค์ มีศูนย์ประสานงาน NEC ดำเนินการหลัก 3 แห่ง ได้แก่ ศูนย์ประสานงาน NEC เชียงใหม่, ศูนย์ประสานงาน NEC พิษณุโลก, และศูนย์ประสานงาน NEC นครสวรรค์ โดยดูแลรับผิดชอบสถาบันอาชีวศึกษาครอบคลุม 4 จังหวัด ได้แก่ นครสวรรค์ กำแพงเพชร พิจิตร อุทัยธานี ซึ่งศูนย์ NEC นครสวรรค์ เป็นศูนย์แห่งแรกในเขตภาคเหนือ และมีผลการดำเนินงานตามบทบาทภารกิจ ดังนี้

1) ศึกษาข้อมูลการดำเนินงานของศูนย์ประสานงานการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาหลัก EEC ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก เพื่อเป็นต้นแบบในการดำเนินงาน ศึกษาข้อมูลสถานประกอบการภาคเหนือ และหลักสูตรที่เกี่ยวข้อง

2) พัฒนาครูและบุคลากร จัดหาเจ้าหน้าที่ และให้การสนับสนุนด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ การจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี ระบบช่วยเหลือดูแลผู้เรียน ตลอดจนส่งเสริมการเป็นผู้ประกอบการในกลุ่มวิสาหกิจที่ใช้นวัตกรรม และการวิจัยและพัฒนาในพื้นที่

3) การนำเข้าข้อมูลความต้องการและการผลิตกำลังคนในระบบ Big Data พร้อมประชุมสร้างความเข้าใจการนำเข้าข้อมูลแก่ครูและสถานประกอบการ

4) เตรียมการพัฒนา Big data system ให้มีความเหมาะสมกับการใช้งาน ศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลสถานประกอบการ และอุตสาหกรรมในอนาคต พร้อมจัดทำความร่วมมือกับสถานประกอบการในพื้นที่

5) การจัดทำหลักสูตรรายวิชาที่สอดคล้องกับอุตสาหกรรมใหม่ (First S-Curve, New S-Curve) พร้อมศึกษาความต้องการกำลังคนในอุตสาหกรรมใหม่ของสถานประกอบการ

นอกจากนี้ ได้มีการจัดทำแผนยุทธศาสตร์การผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา ปี 2560-2565 โดยมีภารกิจเร่งด่วนในระยะเวลา 1 ปี อาทิ การจัดตั้งศูนย์ประสานงาน 3 แห่ง, จัดทำหลักสูตรสมรรถนะ 10 หลักสูตร รองรับอุตสาหกรรม First S-curve และ New S-curve, การส่งครูไปฝึกงานในสถานประกอบการ 200 คน, การอบรมครูสถานประกอบการ 300 คน, ทำความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาเพื่อพัฒนาครู 10 หลักสูตร รวมทั้งพัฒนาห้องปฏิบัติการพื้นฐาน 20 ห้อง และห้องปฏิบัติการภาษา 12 ห้อง

ในส่วนของสถานประกอบการ ตัวแทนบริษัท เสริมสุข จำกัด (มหาชน) นครสวรรค์ ได้กล่าวแสดงความยินดีที่มีการจัดตั้งศูนย์ NEC จังหวัดนครสวรรค์ เพราะทำให้ผู้ประกอบการเข้าถึงกำลังคนอาชีวะที่มีคุณภาพได้ง่าย มีความเชื่อมั่นในการผลิตกำลังคน ที่ผ่านกระบวนการวางแผนการผลิต และจัดการเรียนการสอนที่เน้นปฏิบัติจากของจริงในสถานที่จริงมากขึ้น ส่งผลต่อภาคการผลิตและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี

พล.อ.สุทัศน์ กาญจนานนท์กุล กล่าวว่า การเปิดศูนย์ประสานงานการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาภาคเหนือตอนล่าง วิทยาลัยเทคนิคนครสวรรค์ เป็นการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาล ที่ต้องการให้การผลิตกำลังคนอาชีวศึกษาสอดคล้องกับความต้องการของสถานประกอบการ กระทรวงศึกษาธิการโดยดำริของ พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบให้ สอศ. จัดตั้งศูนย์ประสานงานการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา 17 ศูนย์ทั่วประเทศ

โดยศูนย์ NEC แห่งนี้ เป็น 1 ใน 3 ศูนย์ภาคเหนือ เพื่อเป็นแหล่งรวบรวมความต้องการกำลังคนภาคการผลิต จากนั้นจะได้วิเคราะห์หาวิธีพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา ให้มีจำนวนและสมรรถนะพร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงาน ตามแนวคิด “เรียนอาชีวะ จบแล้วมีงานทำ” หัวใจสำคัญของศูนย์ คือ ระบบ Big Data System ที่เป็นฐานข้อมูลอำนวยความสะดวกแก่สถานประกอบการ ในการนำข้อมูลความต้องการเข้าสู่ระบบได้ด้วยตนเอง สถานศึกษาสามารถปรับวิธีพัฒนาผู้เรียนอาชีวศึกษาให้เหมาะสมกับความต้องการได้ เช่น ระดับการศึกษาที่ผู้ประกอบการในจังหวัดนครสวรรค์ต้องการ อยู่ที่ระดับ ปวช. 54% ปวส. 45% และปริญญาตรีเพียง 1% เท่านั้น

จากการรับฟังรายงานสรุปการดำเนินงาน เชื่อมั่นว่าการปฏิบัติงานและขั้นตอนการทำงานอย่างมีระบบ ช่วยให้สามารถนำผลวิเคราะห์ไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการวางแผนและผลการนำไปใช้ สร้างความมั่นใจให้กับผู้ประกอบการ นักเรียนนักศึกษา และผู้ปกครองต่อไป โดยในส่วนของเป้าหมายการดำเนินงาน แม้ขณะนี้จัดตั้งศูนย์ได้เพียง 6 แห่ง ก็สามารถนำจุดดีจุดด้อยของแต่ละแห่งมาเป็นบทเรียนในการจัดตั้งศูนย์ต่อ ๆ ไป ซึ่งจะมีการจัดตั้งให้ครบทั้ง 17 แห่งตามเป้าหมายโดยเร็ว แต่ในส่วนของระบบ Big Data System จะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนกรกฎาคมนี้ เพื่อให้มีระบบฐานข้อมูลความต้องการที่ใช้งานได้จริง และจะพัฒนาให้เชื่อมโยงถึงกันทั่วประเทศต่อไปในอนาคต

0011.jpg

IMG_6995_resize.JPG.jpgทั้งนี้ ได้กล่าวถึงข้อห่วงใยของ พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รมช.ศึกษาธิการ ด้วยว่า เรื่องของความถูกต้องและทันสมัยของข้อมูลที่นำเข้าในระบบ Big Data System เป็นสิ่งสำคัญ ที่จะช่วยให้การวางแผนงานมีประสิทธิภาพ สามารถปรับหลักสูตรส่งเสริมสมรรถนะผู้เรียนได้ตรงจุด และตรงตามความต้องการของตลาดแรงงาน โดยในอนาคตจะพัฒนาให้เกิดความเชื่อมโยงข้อมูลกับทุกศูนย์ประสานงานทั่วประเทศให้ได้

Cr.ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี

แสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับเรื่อง : รมช.ศธ.”พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์” ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล พื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง 2 ก่อนประชุม ครม.สัญจร ที่นครสวรรค์